บทที่ 8 ย้ายเข้า
ห้าสิบนาทีผ่านไป…
ตุลย์เดินวนไปวนมาในห้องน้ำแคบๆ ที่มีเพียงชักโครกเก่ากับอ่างล้างหน้ากระเบื้องร้าวๆ ราวกับหนูติดจั่น ชายหนุ่มยกนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) เรือนละหลายล้านบนข้อมือขึ้นมาดูเวลาเป็นรอบที่สิบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าขืนใส่เจ้านี่ออกไปเมียหน้าตายได้จับโป๊ะได้แน่ว่าเขาไม่ใช่คนถังแตก เขาจึงรีบถอดมันยัดใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ด้านในสุดอย่างระมัดระวัง
ติ๊ง!
เสียงข้อความไลน์ดังขึ้น ตุลย์รีบล้วงสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดดูทันที
[สมเจตน์ เลขาฯ : ส่งตำแหน่งที่ตั้ง - หอพักป้าสมศรี ท้ายซอย 4]
[สมเจตน์ เลขาฯ : เรียบร้อยครับบอส! ห้อง 402 ชั้นสี่ ไม่มีลิฟต์นะครับ สภาพโทรมสมใจอยากแน่นอน ผมจัดการเหมาฟูกนอน หมอน มุ้ง พัดลมตั้งโต๊ะ สบู่ก้อน และยาสระผมแบบซองจากร้านโชห่วยปากซอยมาจัดฉากให้หมดแล้วครับ แต่ผ้าปูที่นอนตลาดนัดมันเหลือแต่ลายคิตตี้สีชมพู บอสทนๆ เอาหน่อยนะครับ... เล่นเอาผมหอบแดกเลยครับบอส]
ตุลย์พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดด้วยความโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก
น้าเจตน์... เดือนนี้ฉันจะขึ้นเงินเดือนให้น้าสองเท่า!
ชายหนุ่มวักน้ำจากก๊อกขึ้นลูบหน้าลูบตา แกล้งทำท่าทางให้ดูอิดโรยและซีดเซียวเหมือนคนเพิ่งผ่านสมรภูมิท้องร่วงมาหมาดๆ ก่อนจะปลดล็อกกลอนประตูแล้วเดินกุมท้องออกไปด้านนอก
ภาพที่เห็นคือ เธียรในชุดเดรสตัวเดิมยืนรออยู่กลางบ้าน พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบย่อมที่ดูผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนหนึ่งใบ และถุงผ้าใบใหญ่อีกหนึ่งใบ ส่วนเจ๊แววนั้นนั่งไขว่ห้างดูทีวีด้วยท่าทางกระแทกกระทั้น จงใจเร่งวอลลุ่มเสียงละครให้ดังลั่นบ้านเพื่อกลบความอึดอัด
“ค่อยยังชั่วแล้วเหรอคะ?” เธียรเอ่ยถามหน้าตาย แต่น้ำเสียงมีความใส่ใจเจืออยู่จางๆโดยนิสัย “ถ้าไหวแล้วก็ไปกันเถอะค่ะ จะมืดแล้ว”
“ไหวครับ... ผมถือเอง”
ตุลย์รีบพุ่งเข้าไปคว้าหูหิ้วกระเป๋าเดินทางและถุงผ้าของภรรยามาถือไว้เอง แม้จะแกล้งจน แต่สัญชาตญาณสุภาพบุรุษและความอยากโชว์แมนยังอยู่ครบถ้วน
“ไปก่อนนะคะแม่”
เธียรหันไปไหว้มารดาที่ยังคงทำเป็นหูทวนลมจ้องแต่จอทีวี หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้ตุลย์เป็นสัญญาณให้ออกเดิน
“สวัสดีครับคุณแม่... แล้วผมจะพาน้องเธียรมาเยี่ยมบ่อยๆ นะครับ” ตุลย์ค้อมศีรษะให้แม่ยายอย่างนอบน้อม แม้จะได้รับเพียงเสียง 'เหอะ!' ตอบกลับมาก็ตาม
ทั้งสองเดินออกมาจากซอยจนถึงถนนใหญ่ เธียรกวาดสายตามองหารถแท็กซี่ ในขณะที่ตุลย์กำลังจะล้วงมือหยิบแบงก์ร้อยที่เหลือติดตัวอยู่บ้างออกมาโบกรถ หญิงสาวก็ตีเพียะเข้าที่หลังมือเขาทันที
“เก็บเงินร้อยนึงของคุณไว้เถอะค่ะ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจัดการเอง” เธียรดุเสียงเรียบ ก่อนจะโบกแท็กซี่ที่วิ่งผ่านมาพอดี
“ไปที่ไหนนะคะ?”
“ไปท้ายซอย 4 ครับพี่ หอพักป้าสมศรี”
ตุลย์ลอบยิ้มบางๆ ขณะยัดกระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถพลางคิดในใจ...
ให้ตายสิ เกิดมาสามสิบสี่ปี เพิ่งเคยโดนผู้หญิงจ่ายค่าแท็กซี่ให้ก็วันนี้แหละ ความรู้สึกของการมีคนเลี้ยงดูมันเป็นแบบนี้นี่เอง
คนขับพยักหน้าก่อนที่รถจะแล่นออกจากซอยบ้านของเธียร ไม่นานรถแท็กซี่จอดเทียบหน้า ‘หอพักป้าสมศรี’ ท้ายซอยที่ค่อนข้างเปลี่ยวและมืด ตุลย์หอบหิ้วกระเป๋าลงจากรถ ยืนเงยหน้ามองตึกแถวสี่ชั้นที่สภาพสีลอกร่อนจนเห็นเนื้อปูนสีเทา มีตะไคร่น้ำเกาะตามซอกตึก และมีกลิ่นอับชื้นลอยมาเตะจมูก หลอดไฟนีออนหน้าตึกกระพริบติดๆ ดับๆ ราวกับฉากในหนังสยองขวัญ
น้าเจตน์เอ้ยยย... กูบอกให้หาสลัม ไม่ได้ให้หาหอพักผีสิง! ตุลย์สบถในใจ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง
“ที่นี่เหรอคะ?” เธียรชะโงกหน้ามองตึก ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก “ก็ดูเงียบดีนะคะ ค่าเช่าเดือนละเท่าไหร่คะเนี่ย ถูกแน่ๆ เลย”
“อะ... เอ่อ น่าจะประมาณสองพันมั้งครับ…” ตุลย์ตอบอ้อมแอ้ม เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้าเจตน์เลขาเขาจ่ายไปเท่าไหร่
“ดีค่ะ ประหยัดดี เราต้องเดินขึ้นชั้นไหนคะ?”
“ชั้นสี่ครับ…”
สิบนาทีต่อมา ท่านประธานบริษัทพิพัฒน์ธนเวช กรุ๊ป ผู้ทรงอิทธิพล ก็อยู่ในสภาพเหงื่อโทรมกาย หอบแฮ่กเป็นหมาหอบแดด หลังจากต้องหิ้วกระเป๋าเดินทางหนักอึ้งเดินขึ้นบันไดวนแคบๆ และชันปรี๊ดมาถึงชั้นสี่โดยไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือลิฟต์คอยอำนวยความสะดวก
ชายหนุ่มล้วงกุญแจสนิมเขรอะที่อยู่ในตู่จดหมายหน้าห้องออกมาไขลูกบิดประตูห้อง 402 มือหนาสั่นเล็กน้อยขณะผลักบานประตูไม้ที่บวมน้ำเข้าไปด้านใน... ภาวนาในใจขออย่าให้เลขาของเขาพลาดพลั้งจัดฉากอะไรหลุดจนน่าสงสัยเลย
แอ๊ด…
แสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์กลางห้องสว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าแมวดิ้นตาย ภายในห้องว่างเปล่า มีเพียงตู้เสื้อผ้าพลาสติก พัดลมตั้งโต๊ะสีฟ้าหนึ่งตัว และ... ฟูกนอนขนาดห้าฟุตที่ปูราบไปกับเตียงเหล็กเก่าๆ
และที่สะดุดตาที่สุดคือ... ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนลายคิตตี้สีชมพูแปร๊ด ที่โดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้องโทรมๆ ตุลย์แทบอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้ตายไปพ้นๆ...
ไอ้น้าเจตน์! มึงเกลียดอะไรกูเป็นการส่วนตัวหรือเปล่าเนี่ย!
เธียรเดินนำหน้าสามีเข้ามาในห้อง หญิงสาววางกระเป๋าสะพายลงบนพื้น ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องหยุดชะงักที่ฟูกนอนลายคิตตี้ เธอมองมันสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้เหงื่อแตกพลั่กของชายหนุ่ม
“รสนิยมคุณ... มุ้งมิ้งกว่าที่คิดนะคะ” เธียรเอ่ยหน้าตาย มุมปากเล็กๆ กระตุกคล้ายจะกลั้นยิ้ม
“เอ่อ... คือ... ตอนที่ผมซื้อ มันลดราคาล้างสต็อกพอดีน่ะครับ เห็นมันถูกดีก็เลย…” ตุลย์แถหน้าด้านๆ รีบวางกระเป๋าเดินทางลงแก้เขิน
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ น่ารักดีออก” เธียรเดินไปเปิดหน้าต่างบานเกล็ดเพื่อระบายอากาศร้อนอบอ้าว ก่อนจะหันมาสั่งการ
“คุณไปอาบน้ำก่อนเถอะค่ะ เหงื่อท่วมตัวหมดแล้ว เดี๋ยวฉันจะจัดของเข้าตู้ให้ อ้อ... ฉันเห็นในห้องน้ำมีสบู่ก้อนอยู่ ใช้สบู่ก้อนนะคะ ประหยัด ครีมอาบน้ำมันเปลือง”
“ดะ... ได้ครับ เมียสั่งอะไร ผัวก็ทำตามหมดแหละครับ” ตุลย์ยิ้มเจื่อน รีบคว้าผ้าเช็ดตัว (ที่น้าเจตน์เตรียมไว้ให้อย่างรู้ใจ) เดินหลบเข้าไปในห้องน้ำแคบๆ ทันที
เมื่อประตูห้องน้ำปิดลง เธียรก็ลอบถอนหายใจยาว หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกลายคิตตี้ มือบางลูบไปบนเนื้อผ้าหยาบๆ เบาๆ ความเป็นจริงที่ว่าเธอเพิ่งแต่งงาน และต้องย้ายมาอยู่กับผู้ชายแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงวันในห้องเช่ารูหนูแห่งนี้ มันบ้าบิ่นจนเธอเองยังแอบตกใจตัวเอง
แต่แปลก... ที่เธอไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือรังเกียจเขาเลยสักนิด ผู้ชายที่ชื่อตุลย์คนนี้ แม้จะดูเป็นคนล้มละลายถังแตก แต่เขากลับไม่มีกลิ่นอายของความขี้แพ้หรือคนสิ้นหวัง เขามีความเชื่อมั่นบางอย่างในดวงตาที่ทำให้เธอรู้สึก... ปลอดภัยและอยากเชื่อใจ
